คน 3 คนในตัวเรา……อ่านแล้วจะเข้าใจธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ ที่ยากแท้หยั่งถึง…

0
255
Loading...

วันนี้เอานิทานกึ่งธรรมะมาให้อ่านกันนะครับ เรื่องนี้ผมเคยอ่านนานมาแล้ว และเป็นเรื่องราวที่ให้ข้อคิดได้ดีมาก สำหรับคนในยุคปัจจุบัน พยายามหาว่าใครแต่งจะได้ให้เครดิตไว้ แต่ก็หาไม่เจอ

ถ้าท่านใดอ่านแล้วพอที่จะนึกออก ก็แจ้งมาได้นะครับ จะได้ใส่เครดิตไว้ให้ครับ ลองมาอ่านกันเลยนะครับหลวงตาเพิ่งกลับจากการบิณฑบาตเห็นลูกศิษย์วัดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร ลูกศิษย์ตอบกลับมาว่า “ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในหอพระ แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อย ๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย ฮือ ฮือ” หลวงตานั่งลงข้าง ๆ พยักหน้าเข้าใจแล้วสอนลูกศิษย์ว่า เจ้ารู้ไหม ในตัวเรามีคนอยู่สามคน

คนแรก คือ คนที่เราอยากจะเป็น

คนที่สอง คือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น

คนที่สาม คือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ

ลูกศิษย์หยุดร้องไห้ นิ่งฟังหลวงตา และหลวงตาก็กล่าวต่อไปว่า “คนแรก คือ คนที่เราอยากจะเป็นนั้น มันเป็นปกติของคนเราล้วนมี ความฝัน ความทะยานอยากได้ อยากเป็น ตามประสาปุถุชนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งเลวร้ายบางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน เช่น บางคนอยากเป็นนักร้อง เป็นนักมวย เป็นดารา ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้นเราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ”“มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก

แต่เราก็ยิ้มรับ แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์ จนไม่อยากจะนึกถึง ซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้” หลวงตายกตัวอย่างต่อไปว่า “อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉย ๆ เช้ามาพบศพใต้ท้องรถ ก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้น ถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร”

“สมัยที่หลวงตายังไม่ได้บวชเคยไปส่งเพื่อนผู้หญิงที่มีผัวแล้ว เพราะเห็นว่าบ้านเป็นซอยเปลี่ยวส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้านคนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเองคนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม”

“เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมาเห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบนั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล”“แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อยๆ” ลูกศิษย์หยุดร้องไห้แล้วเริ่มสนทนาโต้ตอบหลวงตา

“เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญเพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ยังไม่ต้องชำระใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสาร

มีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง จงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม” “เข้าใจครับหลวงตา” เด็กน้อยยิ้มมีความสุขอีกครั้งเครื่องประดับที่มีค่ามากที่สุดของร่างกาย คือ รอยยิ้ม สิ่งที่ต้องปกป้องมากที่สุด คือ สติ สิ่งที่ต้องรอบคอบมากที่สุด คือ ความคิด สิ่งที่ต้องควบคุมมากที่สุด คือ อารมณ์

สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุด คือ คำพูด สิ่งที่ต้องถนอมมากที่สุด คือ ความรัก สิ่งที่ต้องพัฒนามากที่สุด คือ นิสัย ของใช้ประจำตัวที่มีค่ามากที่สุด คือ ปัญญา

ขอขอบคุณที่มาจาก : Prakal-HR-community

ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต        

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here