“ตุ่มน้ำใสๆ”บนนิ้วมือ นิ้วเท้า อย่าชะล่าใจ ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนโรคบางอย่าง

0
75
Loading...

เชื่อว่าทุกคนไม่มีใครอยากจะป่วยกันหรอก ยิ่งถ้าป่วยหนักยิ่งไม่อยากเป็นกันเข้าไปใหญ่เพราะอาจจะต้องหยุดงาน หยุดเรียนเพื่อไปหาหมอ แต่ถ้าป่วยแบบเบาๆ เช่นปวดหัว เป็นหวัด เป็นไข้ ก็แค่ซื้อยามากิน แต่รู้กันไหมว่า อาการบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีอะไร แต่มันกลับเป็นสัญญาณเตือนถึงโรคภัยที่เรากำลังเป็น

ตุ่มน้ำใสๆ ที่เกิดขึ้นตามนิ้วมือ นิ้วเท้าของเรา หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติก็แค่อาการแพ้อะไรสักอย่างธรรมดา แต่รู้กันไหมว่าไอ้เจ้าตุ่มน้ำใสๆ นี่แหละเป็นสัญญาณเตือว่าตัวเรากำลังป่วยควรหันกลับมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองได้แล้ว

Dyshidrotic Eczema คือมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ หรือเท้า บางครั้งมีอาการปวดแสบ หรือคัน ก่อนที่ผื่นจะขึ้นคนที่เป็นบ่อย ๆ จะมีอาการเดือนละครั้ง บางคนจะมีอาจจะมีอาการปีละครั้ง ลักษณะผื่นที่พบคือ เป็นตุ่มน้ำใส ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตรหรือเล็กกว่า ที่ปลายนิ้ว ด้านข้างของนิ้ว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ตุ่มน้ำนี้มักจะหนา ๆ และอยู่ลึก ๆ ที่ผิวจะแดง ๆ หรือบวมขึ้นเล็กน้อย บางครั้งตุ่มน้ำเล็ก ๆ เหล่านี้จะมารวมกันเป็นตุ่มที่ใหญ่ขึ้น อาการคัน หรือเจ็บ จะแย่ลงเมื่อถูกน้ำหรือถูกสบุ่หรือสารเคมีอื่น ๆ หากเกาผื่นแรง ๆ ตุ่มน้ำจะแตกออก และมีของเหลวไหลออกมา ทำให้ผิวหนังหนา ๆ แข็ง ๆ และแตกง่าย และจะใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนกว่าจะหาย Dyshidrotic Eczema เป็นหนึ่งภาวะการแพ้ของผิวหนัง อาการที่เป็นคือพบเป็นผื่นที่ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือด้านข้างของนิ้ว คำว่า dyshidrotic มีความหมายว่า เหงื่อที่ไม่ดี ตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ขึ้นนี้จะมีอาการคันมาก และมักจะเป็นด้านข้าง ๆ ของนิ้วมือและเท้า ตอนแรกจะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ ขึ้นต่อมาก็จะรวมกันหลาย ๆ เม็ด กลายเป็นผื่นขึ้น บ่อยครั้งที่ตุ่มน้ำจะแตก และมีน้ำเหลืองไหลออกมา โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกพบได้ค่อนข้างบ่อย อาการผื่นที่เรียกว่า eczema เป็นรูปแบบหนึ่งของผิวหนังอักเสบ ของชั้นบนของผิวหนัง และมักจะเป็นผื่นที่มีอาการเรื้อรัง มีการแดง บวม คัน และผิวหนังแห้ง บางครั้งจะมีสะเก็ด แตก หรือมีน้ำเหลืองไหลออกมาด้วย รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของ Eczema เรียกว่า atopic eczema ซึ่งอาจจะมีสาเหตุจากพันธุกรรม อีกแบบคือ contact dermatitis ซึ่งเกิดจากการระคายเคืองจากสารเคมีหรือสารอื่น โรคผิวหนังเหล่านี้จะไม่ติดต่อกัน และสามารถรักษาให้หายขาดได้

 ปัจจัยเสี่ยงทำให้มีอาการได้แก่

– ความเครียด

– ประวัติในครอบครัว

– การทำงานบางอย่างที่ต้องสัมผัสสารเคมี

– การสัมผัสกับโลหะบางชนิด

– การทำงานเกี่ยวกับจิวเวอรี่

– การได้รับยาที่กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย

     การรักษา

– การใช้ ครีม steroid ยาที่ใช้จะเป็นครีมหรือขี้ผึ้งค่อนข้างแรง (High-potency) เพื่อช่วยให้หายเริ่มขึ้น และลดตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้น และลดการเกิดรอยแตกหลังจากที่ตุ่มน้ำแตกไปแล้ว แต่ถ้าคนที่เป็นมากอาจจะต้องใช้ชนิดรับประทาน

– การประคบด้วยน้ำเย็น หรือความเย็น จะช่วยลดอาการคันได้ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครีม steroid ทั้งยังลดตุ่มน้าได้ด้วย

– การใช้ยาแก้แพ้แก้คัน เช่น zyrtec atarac ในคนที่มีอาการคันมาก

– การฉายแสง UV ที่เรียกว่า psoralen plus ultraviolet A (PUVA)

– การใช้ครีมที่กดภูมิต้านทาน Immune-suppressing ointments เช่นยา tacrolimus (Protopic) and pimecrolimus (Elidel) อาจจะเป็นอีกทางเลือกหากวิธีข้างต้นไม่ได้ผล แต่อาจจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้ติดเชื้อที่ผิวหนังได้

– การฉีด Botulinum toxin injections แพทย์บางท่านอาจจะแนะนำใ้หฉีด Botulinum toxin ในรายที่มีอาการรุนแรง แต่เป็นวิธีการรักษาที่อาจจะยังไม่แพร่หลาย และยังไม่ได้การยอมรับเป็นที่ถกเถียงกันอยู่

– เราสามารถป้องกัน Dyshidrotic eczema ได้โดย

– หลีกเลี่ยงเหงื่อที่มากเกินไป

– อย่าล้างมือด้วยสบู่บ่อยเกินไป ทาโลชั่นหลังล้างมือทุกครั้ง

– ระวังอย่าให้มือและเท้าแห้งเกินไป

– หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี โลหะ หรือ จิวเวลรี่

– ไม่ควรล้างมือด้วยสบู่บ่อยเกินไป

– อาบน้ำด้วยสบู่อ่อน ๆ และล้างสบู่ออกให้สะอาด

– พยายามให้เท้าไม่อับชื้นเกินไป

– ถ้าหากจำเป็นต้องสัมผัสกับสารเคมีอาจจะใส่ถุงมือ

– พยายามระวังเรื่องความเครียด

บ่อยครั้งที่ไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนที่ทำให้เกิดผื่นเหล่านี้ แต่ที่พบได้บ่อยก็คือมีโรคผิวหนังอักเสบในครอบครัว ก่อนที่จะมีอาการจะได้ประวัติว่ามีการสัมผัสกับสารเคมีบางชนิด เช่น นิเกิล โคบอล หรือโลหะบางอย่าง ปัจจัยอย่างอย่างที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ่อย ๆ ก็คือเรื่องของความเครียด เรื่องสิ่งแวดล้อมเช่นอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมาก ๆ การสูบบุหรี่ และการดื่มกาแฟ ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้กระตุ้นให้มีอาการได้ หลายคนเริ่มมีอาการหลังจากการติดเชื้อรา ที่ผิวหนังหรือที่เล็บ

***ทุกคนอย่าลืมที่จะใส่ใจดูแลตัวเอง ทานอาหารที่ประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และคอยสำรวจสุขภาพร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ

ขอขอบคุณที่มาจาก : phenkhao.com

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here