ใต้บ้านเราทำสำเร็จ!!!…”ปลาพวงชมพู”ขยายพันธ์ได้ดีจริงๆ กก.ละ3,000บาท ส่งออกเน้นๆ (รายละเอียด)

0
70
Loading...

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา นายสันติชัย จงเกียรติขจร อายุ 63 ปี ตั้งอยู่ กล่าวถึง “ปลาพลวงชมพู” ที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ศึกษาจนสามารถนำมาขยายพันธุ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ได้แล้ว

สำหรับปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่น จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน มีความโดดเด่นที่สีของเกล็ดเป็นสีชมพูอ่อน ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่รับประทานทั้งเกล็ด นิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ยังไม่สามารถวิจัยเพาะขยายพันธุ์ได้ และมีกฎหมายห้ามจับจากธรรมชาติมารับประทาน

ปลาพวงชมพู

นายสันติชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ปลาพลวงชมพูมีราคาสูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดี หายาก และอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ การเลี้ยงจะต้องเป็นพื้นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา น้ำต้องมีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างน้อย 6 ppm ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะตายทันที ในขณะที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นยังสามารถมีชีวิตรอดได้ นอกจากนั้น ยังเป็นปลาที่ให้ไข่น้อยประมาณ 1,000-2,000 ฟอง แต่จะมีแค่ 700-800 ตัวออกมา ต่างกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้ไข่ตั้งแต่ 10,000 ฟองขึ้นไปจนถึง 200,000 ฟอง จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงสูญพันธุ์ได้ง่ายในธรรมชาติ และการนำมาผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ยังยากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น เนื่องจากระยะไข่สุกพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้มีจำนวนน้อย และยังสุกไม่พร้อมกัน

ปลาพวงชมพู

นายสันติชัย กล่าวอีกว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ทำการขยายพันธุ์ โดยต้องใช้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญพิเศษ เฝ้าสังเกตระยะที่มีไข่สุกพร้อมมากที่สุด ถึงจะทำได้สำเร็จ เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นำไปเลี้ยงในบ่อดิน ต่อท่อตรงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบายออกไป โดยปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 นิ้ว หนัก 20 กรัม ในอัตรา 1-5 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตร.ม. ให้อาหารปลาโดยใช้ปลาดุกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น มื้อละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และใช้เวลาเลี้ยง 2-3 ปี ถึงจะมีน้ำหนัก 3 กก. ได้ขนาดตรงความต้องการของตลาด

ต่อท่อตรงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบายออกไป

เลี้ยงแบบธรรมชาติ

นายสันติชัย กล่าวต่อว่า ปลาพลวงชมพูจะให้ผลตอบแทนสูง ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 2.3 กิโลกรัม ใช้อาหารไม่เกิน 7 กิโลกรัม ฉะนั้นจะมีต้นทุนค่าอาหารแค่ตัวละ 210 บาท แต่สามารถขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท ปัจจุบันปลาพลวงชมพูมีตลาดรับซื้อไม่อั้นในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน โดยประเทศมาเลเซียมีการสั่งจองไว้ล่วงหน้า 1 ปีมาแล้ว แต่ด้วยปลามีอายุเพียง 2 ปี ซึ่งยังไม่เติบโตเต็มที่ จึงยังไม่ได้ส่งออก

นำไปเลี้ยงในบ่อดิน

ทั้งนี้ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูในบ่อซีเมนต์ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อเป็นการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-7329-7042 หรือสามารถมาศึกษาดูงานได้ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ ของนายสันติชัย จงเกียรติขจร ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา โทร.09+5094-6153

การขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพู

ระบบน้ำหมุนเวียน

ขอขอบคุณที่มาจาก : khawjing.com

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here