เผยวิธี “ผ่อนบ้านให้หมดไว” แถมประหยัดเงิน

0
178
Loading...

กราบสวัสดีแฟนเพจทุกท่าน กลับมาพบกันเหมือนเดิมอีกเช่นเคยกับแอดมิน และวันนี้ก็มีเคล็ดลับดีๆมาฝากกันด้วยจ้า สำหรับท่านใดที่ต้องการผ่อนบ้านแต่กลัวว่าจะไม่หมดสักที ลืมความคิดนี้ไปได้เลย เพราะแอดมินมีวิธีผ่อนบ้านให้หมดไวมาฝากกันเพราะถือเป็นวิธีที่หมดไวที่สุดพร้อมกับลดดอกเบี้ยให้น้อยลงด้วย ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น เราไปชมกันเลยจ้า

แต่ก่อนอื่นอยากให้คุณทำความเข้าใจก่อนว่า

  • ผ่อนให้หมดไวคือ การที่คุณรู้จักขอลดดอกเบี้ย
  • ได้เงินคืนบางส่วนคือ เงินประกันที่หลายต่อหลายคนถูกบังคับให้ทำตอนกู้ ซึ่งธนาคารมักจะชอบอ้างว่า จะได้อนุมัติให้ผ่านง่ายขึ้นถ้าทำประกัน
  • ปกติโดยส่วนมาก สัญญาที่ทำมักจะบอกว่า ห้ามปิด (โปะหนี้) ก่อน3 ปี คุณจึงสามารถใช้ช่องโหว่นี้มาขอลดดอกเบี้ยกับธนาคารได้
  • โดยการบอกว่า ขอลดดอกเบี้ย (หลังจากผ่อนครบ 3 ปี) ถ้าธนาคารตอบไม่ได้ ให้คุณมีแผนว่าจะรีไฟแนนท์ไปธนาคารอื่น (คุณจะให้ธนาคารอื่นมาโปะหนี้กับธนาคารเดิม แล้วคุณกลายไปเป็นหนี้ธนาคารอื่นแทน)
  • เมื่อคุณบอกไปแบบนี้แล้วธนาคารก็จะพยายามรักษาลูกหนี้ไว้ โดยการรีเทนชั่นคือ ลดดอกเบี้ยให้นั่นเอง

วิธีการ

  • ให้คุณไปติดต่อที่สาขาที่คุณกู้ เพื่อที่จะได้ทำการเจรจาขอลดดอกเบี้ย
  • ถ้าคุณอยากได้เปรียบให้คุณพูดไปเลยว่า ขอลดดอกเบี้ยตรงๆไปเลย โดยจะต้องให้เหตุผลแค่ว่าคุณเป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เคยมีประวัติชำระไม่ตรง และในตอนนี้ผ่อนมาครบ 3 ปีแล้ว จึงอยากจะขอลดดอกเบี้ย
  • ถ้าหากไม่ได้ตั้งใจว่าจะรีไฟแนนท์ เนื่องจากไปเช็คดอกเบี้ย โฮมโลนสำหรับลูกค้าใหม่มาแล้ว 4-5 ธนาคาร แล้วดอกถูกกว่าที่จ่ายอยู่
  • จากนั้นพนักงาน เขาอาจจะถามคุณว่าสนใจที่ไหนอยู่ คุณก็แกล้งเลือกบอกไปสัก 1 ธนาคาร ที่มีดอกต่ำที่สุดในกระดาษที่คุณจดมา

ปล. คุณต้องเช็คแล้วเขียนใส่กระดาษว่า ดอกเบี้ยแต่ละธนาคารเท่าไหร่ 4-5 ที่ อย่างที่บอกจริงๆ คุณจะต้องเช็คไปจริงๆ

  • เนื่องจากมันจะทำให้คุณสามารถต่อรองได้มากขึ้น เพราะว่าธนาคารจะรู้เรตของธนาคารอื่นอยู่แล้ว แต่แค่แกล้งถามให้รู้ว่าคุณเช็คมาจริงๆ
  • หลังจากนั้นธนาคารจะออฟเฟอร์ดอกเบี้ยใหม่ให้คุณ ซึ่งก็ยังพูดมาในราคาที่แพงกว่าของธนาคารที่คุณแจ้งไปเล็กน้อย
  • เนื่องจากเขารู้ว่า ถ้าคุณรีไฟแนนท์ คุณก็ต้องมีค่าใช้จ่าย และบางคนก็มองว่ายุ่งยาก ธนาคารจึงคิดว่า ดอกเบี้ยลดให้แล้ว แต่ยังแพงกว่าหน่อยลูกค้าส่วนใหญ่ก็โอเคถือว่าซื้อความสะดวก
  • เมื่อคุณได้ดอกเบี้ยใหม่ คุณก็ถามเขาได้เลยว่า ดอกเบี้ยใหม่เริ่มคิดให้ตั้งแต่เดือนไหน (คุณสามารถไปติดต่อก่อนครบ 3 ปี ล่วงหน้าซัก 1-2 เดือนได้เลย)

ปล. ดอกเบี้ยของธนาคารอื่น 4-5 ธนาคารที่ให้เช็คและจดไปว่าที่ไหนต่ำสุด ให้คุณทำการคำนวณว่า ในระยะเวลาอีก 3 ปีที่จะผ่อนข้างหน้าต่ำสุด ไม่ใช่ดูแค่ว่า 0% 3 เดือนแรก จากนั้น แพง ให้คุณลองคำนวณดูที่ 3 ปี

  • เนื่องจาก หลังจากนั้นทุกๆ 3 ปี คุณก็จะใช้ช่องโหว่เดิมมาขอลดดอกเบี้ยได้อีก (จึงขอแนะนำให้ดูที่ 3 ปี)
  • แต่ว่ายอดหนี้ของคุณจะต้องเกิน 1 ล้านบาทตอนไปขอลดดอกเบี้ย (ซึ่งแล้วแต่ธนาคาร คุณลองเช็คดูก่อน)
  • บางธนาคารก็มีการดูท่าทีคุณ เพื่อที่จะประเมินว่าควรให้ดอกเบี้ยใหม่เท่าไหร่ ถ้าหากคุณไม่รู้อะไรเลยก็จะลดได้ไม่เยอะ
  • ยกตัวอย่างในกรณีของเพื่อนเคยเจอแบบว่า พอพูดว่าจะรีไฟแนนท์ เขาเช็คดูว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือไม่ จนเพื่อรต้องบอกว่า หนี้บัตรตั้งใจปิดก่อนรีไฟแนนท์อยู่แล้ว เนื่องจากรู้ว่าต้องใช้ในการพิจารณ์สินเชื่อบ้าน ยังไงก็จะปิดอยู่แล้ว เลยได้ลดดอกเบี้ยมา
  • ถ้าหากเขารู้ว่าคุณไม่มีทางเลือกเป็นหนี้บัตรเครดิต อาจจะยากในการขอสินเชื่อจากธนาคารใหม่ ธนาคารก็อาจจะดึงเกมส์ โดยไม่ลดให้ หรือลดให้ไม่มาก เพราะรู้ว่าที่จริงแล้วคุณไม่มีทางเลือก
  • ฉะนั้นก่อนที่คุณจะไปต่อรอง คุณควรชำระบัตรให้หมด หรืออย่างน้อยให้บัตรเครดิตของธนาคารนั้นเป็น 0 ไปรวมหนี้ไว้ที่บัตรของธนาคารอื่นก่อน
  1. ได้รับเงินคืน เมื่อผ่อนหมด
  • ถ้าหากในกรณีที่คุณโดนบังคับให้ทำประกันพร้อมกู้ซื้อบ้าน และคุณได้ทำสัญญากู้บ้าน
  • ยกตัวอย่างเช่น ทำสัญญากู้บ้าน 30 ปี แต่คุณผ่อนจริง 17 ปีหมด คุณก็จะสามารถติดต่อขอเคลมเงินประกันคืนได้
  • โดยให้คุณให้เหตุผลกับธนาคารว่า คุณได้คุ้มครองแค่ 17 ปี ที่เหลืออีก 13 ปีไม่ได้มีการคุ้มครอง เนื่องจากผ่อนบ้านหมดแล้ว
  • ฉะนั้น คุณจึงขอเคลม 13 ปีที่ไม่ได้คุ้มครองคืนเป็นเงิน
  • การขอเคลมคืนอาจจะได้มาไม่มาก ประมาณไม่กี่หมื่น คุณสามารถสอบถามธนาคารได้เลยว่าได้คืนเท่าไหร่ และธนาคารอาจจะยื่นข้อเสนอให้กับคุณว่า ถ้าไม่รับคืนก็จะคุ้มครองต่อ
  • โดยส่วนมากการคุ้มครองมักจะเป็นการได้เงิน ถ้าหากคุณตาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วธนาคารจะทำประกันแบบนี้ให้
  • เนื่องจาก ธนาคารกลัวว่าคุณจะตายก่อนผ่อนบ้านหมด ซึ่งผู้ที่ได้ก็ไม่ใช่คุณ แต่เป็นผู้รับประโยชน์ในสัญญากรมธรรม์
  • ซึ่งถ้าหากคุณให้เขาคุ้มครองต่อ คุณก็ควรจะแจ้งชื่อผู้รับผลประโยชน์ใหม่
  • เนื่องจาก ผู้รับประโยชน์เก่าในกรรมธรรม์ก่อนที่คุณจะปิดบ้านหมดคือ ธนาคาร
  • ฉะนั้น คุณลองชั่งน้ำหนักดูว่า คุณจะเคลมเอาเงินคืน หรือให้ธนาคารคุ้มครองต่อไป

รู้แบบนี้แล้วก็ต้องรีบทำเลยจ้า เพราะท่านจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้แบบยืดเยื้อ มีเท่าไหร่ก็ผ่อนเท่านั้น เพราะบ้านถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องใช้เงินจะนวนมากในการซื้อ สำหรับวันนี้แอดมินขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะคะ เดี๋ยวค่อยกลับมาพบกันใหม่

ขอขอบคุณที่มาจาก : ql.upyim.tv

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here