คุณยายตัดสินใจไปหาลูกทั้ง 3 คน แต่ลูกๆ กลับทำเหมือนไม่ใยดี หารู้ไม่ว่าท่านเอาสมบัติมาให้

0
262
Loading...

เมื่อไม่นานมานี้เว็บไซส์ต่างประเทศได้มีการเปิดเผยเรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่ง โดยเรื่องราวมีอยู่ว่า ตอนเรายังเด็กๆ ที่หมู่บ้านมีหญิงหม้ายคนหนึ่งชีวิตแกลำบากมาก สามีเสียชีวิตจากไปตั้งแต่เป็นสาวหลายสิบปีมานี้ไม่มีใครจำชื่อแกได้ ต่างเรียกแกว่าสะใภ้หวัง แกว่าถ้ามีลูกชายแกคงจะไม่ลําบากแบบนี้ แต่ชาตินี้แกไม่มีบุญ มีลูกอยู่ 3 คนก็เป็นลูกสาวหมด

ตอนที่ลูกสาวคนสุดท้องแต่งงาน แกก็แก่ไปมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยผมขาวโพลนทั้งหัว  เดินเหินก็ไม่สะดวก หน้าหนาวปีนี้แก่รู้สึกว่าแค่เดินก็เหนื่อยแล้ว อย่าว่าแต่ทำอาหารเลย แกก็เลยคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี สะใภ้หวังแกเคยชินกับการพึ่งพาตนเอง ยังไงแกก็ไม่ยอมเป็นภาระของลูก แกตัดสินใจแล้วว่าจะอาศัยอยู่ในบ้านคนเดียวต่อไป

แต่อีกเรื่องที่ยังคาใจ แกมีปิ่นทองปักผมที่แกรักมากอยู่หนึ่งอัน ก่อนแกจากไปแกไม่ต้องการอะไรจากลูก แค่อยากฝากสมบัติเพียงชิ้นเดียวของแกไว้กับลูกสาวที่กตัญญูอยู่ที่สุด ทำอย่างนั้นแกถึงจะจากไปอย่างสงบ แต่ลูกสาวคนไหนล่ะ? แกเองก็ยังตอบไม่ได้… ลูกสาว 3  คนแต่งงานไปแล้วก็แทบจะขาดการติดต่อ นานๆถึงจะกลับมาเยี่ยมแกสักที แต่โชคดีที่ลูกทั้ง 3 ไม่ได้ไปอยู่ไกลแกก็เลยตัดสินใจเดินทางไปไปหาพวกเขา

เช้าตรู่วันหนึ่ง แกเริ่มต้นด้วยการไปเยี่ยม อาจวน ลูกสาวคนโต สามีของลูกสาวคนนี้ฐานะค่อนข้างดีในหมู่บ้าน พอเห็นแม่มาหาเธอก็ทอดถั่วลิสงให้แม่กินกับผักดอง หญิงชราบอกว่าฟันแกไม่ค่อยดีฟันร่วงไปเกือบหมดปากแล้ว พอออกจากบ้านมาก็เจอหลานชาย หลานชายบอกว่า “คุณยายไปกินข้าวบ้านผมไหม แม่ผมบอกว่าวันนี้จะต้มขาหมู” แกจึงตอบหลานชายกลับไปว่า “ยายกินแล้วลูกหนูกลับไปกินเถอะ” พูดจบแกรู้สึกหดหู่ในใจน้ำตาคลอ

ต่อมา แกก็เดินทางต่อไปยังบ้าน อาอิง ลูกสาวคนรอง สามีของเธอขับรถบรรทุกได้เงินไม่น้อยฐานะก็ไม่เลวเมื่อเห็นแม่มาหาเธอก็ทำท่าทางไม่ค่อยดีใจ เอาผัดถั่วงอกที่กินเหลือกับหมั่นโถวแห้งๆและน้ำอุ่นมาให้แม่กิน หญิงชรารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขอทานแต่ก็ไม่พูดอะไรพยายามกินลงไปพร้อมกลืนน้ำตา อาอิง พูดกับแกว่า “แม่มาซะบ่ายแล้ว รีบๆกลับบ้านไปก่อนจะมืดดีกว่า เดี๋ยวพ่อเด็กๆกลับมาฉันจะยิ่งยุ่ง” หญิงชราพยักหน้า มองเห็นพระอาทิตย์สาดแสงแรงกล้า แล้วก็เดินออกจากบ้านมารู้สึกเศร้าใจที่ลูกเป็นแบบนี้

เดินจนฟ้าเริ่มมืดแล้ว แกก็มาถึงบ้านลูกสาวคนสุดท้อง อาซิ่ว เธอลำบากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับพี่ๆ ฐานะของเธอก็ไม่ดีนัก แต่งเข้าบ้านเขาก็ยังต้องทำงานงกๆ เมื่อเห็นแม่มาหาที่บ้าน แกรินน้ำให้ดื่มเสร็จก็รีบออกจากบ้านไป หญิงชรารู้สึกเสียใจไม่คิดว่าลูกจะทำกับแกแบบนี้ นั่งได้สักพักแกก็ลุกขึ้นยืนเตรียมออกจากบ้าน แล้วลูกสาวคนเล็กก็หอบเนื้อหมูกับกุยช่ายยิ้มร่าเดินมาหาแก “แม่อย่าพึ่งกลับนะวันนี้เรามาทำเกี๊ยวกินกัน”

ในสมัยนั้นถ้าดูจากฐานะของลูกสาวคนนี้แล้ว น่าจะมีโอกาสได้กินเนื้อหมูก็แค่ตอนวันตรุษจีน ปกติกินแค่ผักก็หรูแล้ว ลูกไปเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อเนี้ย ตอนกินข้าวหญิงที่ผมลูก สังเกตุเห็นว่าปิ่นปักผมบนหัวอาซิ่วหายไปแล้ว แกน้ำตาคลอ อาซิ่วคิดว่าแม่เป็นห่วงเธอก็เลยกุมมือแม่ไว้แล้วพูดว่า

“แม่ สามีหนูดีกับหนูมากแม้ว่าจะลำบากไปบ้างแต่ก็ทนได้ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง สามีหนูยังบอกอีกว่ารอปีหน้าให้บ้านมีฐานะดีขึ้นมาหน่อย แล้วไปรับแม่มาอยู่ด้วยกัน”

หญิงชราน้ำตาไหลพราก หยิบปิ่นปักผมทองออกมาจากนั้นประคองลูกไว้ในอกเหมือนตอนเล็กๆ ก่อนจะเอาปิ่นปักผมปักให้แล้วแกก็พูดว่า “ลูกรัก นี่เป็นของที่สุดท้ายที่แม่จะให้หนูได้ ตอนเราลำบากมากมายแม่ก็ยังเสียดายขายไม่ลงเพราะมันเป็นเหมือนเครื่องราง แค่มีมัน ไม่ว่าลําบากแค่ไหนก็จะผ่านไปได้” จากนั้นไม่นานหญิงชราก็จากไป

หลังจากนั้น อาจวน และ อาอิง ก็ทะเลาะตบตีแย่งชิงบ้านหลังเล็กๆที่หญิงชราทิ้งไว้อย่างรุนแรงจนถึงขั้นไม่เผาผีกัน ในขณะที่ อาซิ่ว ไม่เข้าไปร่วมวงด้วย เธอกับสามีพยายามทำงานก่อร่างสร้างตัวจนมีลูก ลูกโตจนมีธุรกิจของตนเอง ปิ่นปักผมทองอันนั้น ก็ยังปักบนผมเธอตั้งแต่ผมดำจนขาว ทั้งแต่สาวๆจนกลายเป็นคุณยาย เธอระลึกเสมอว่า เพราะมีมันไม่มีความลำบากใดๆที่ผ่านไปไม่ได้

ขอขอบคุณที่มาจาก : roongee.com

ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here