“แก้กิเลสตัวเอง” พระราชพรหมยาน วัดท่าซุง

0
67
Loading...

จงอย่าลืมธรรมะอีกข้อหนึ่งว่า เราจะแก้กิเลสตัวไหน กิเลสตัวนั้นมันเข้ามายุ่งกับใจเราเสมอ เพราะมันเป็นข้าศึก ถ้าหากว่าเราจะแก้ความโลภ ทรัพย์สมบัติมันจะเกิดขึ้นมามากโดยที่คาดไม่ถึง ถ้าจิตของเราไปติดทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านั้น แสดงว่าเราก็แพ้กิเลส

ถ้าหากว่าเราจะแก้ราคะ ความรักในเพศ หรือความสวยสดงดงามนั่น จะพบกับแขกที่มีเพศตรงกันข้าม มีลักษณะท่าทางสวยงามสง่าผ่าเผย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สิน มีจริยาเพียบพร้อมเป็นที่น่ารักมายั่วยวน ถ้าจิตใจของเราไม่คล้อยตามไป ชื่อว่าเราชนะ ถ้าเราคล้อยตามไป มีความพอใจ เราแพ้แก่กิเลส

เวลานี้บรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ กำลังเจริญ #พรหมวิหาร๔ มี

เมตตา ความรัก

กรุณา ความสงสาร

มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่อิจฉาริษยาใคร

อุเบกขา วางเฉยต่ออารมณ์ของความชั่ว

ในขณะที่เราทรงพรหมวิหาร ๔ นี่ เพื่อเป็นการตัดกิเลสตัวสำคัญ คือ #โทสะ ก็จงระมัดระวังว่า อาการที่มันจะเกิดโทสะขึ้นอย่างไม่คาดฝัน มันจะมีมาถึงเรา อยู่เฉยๆ อาจจะมีคนแกล้งมาหาเรื่องก็ได้ เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ผมประสบมามากในขณะที่ฝึก แต่ว่าเราก็ผ่านมาได้แบบสบายๆ ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับกำลังใจ หรือว่า อิทธิบาท ๔ อย่างเดียว

อารมณ์โกรธนี่เป็นอารมณ์ของความเร่าร้อน ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย เราจะฆ่าเขา-เขาก็ตาย ถ้าเราไม่ฆ่าเขา-เขาก็ตาย เราจะแกล้งให้เขามีทุกข์-เขาก็มี เราไม่กลั่นแกล้งให้เขามีทุกข์-เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว ฉะนั้นจะต้องไปทำทำไม ถ้าเรารักตัวเราก็อย่าสร้างโทสะ มันสร้างความเร่าร้อนเปล่าๆ …ยามปกติคนทุกคนต้องการความสงบเสงี่ยม ต้องการความเรียบร้อย แต่ทว่า ความโกรธเกิดขึ้น สติสัมปชัญญะแห่งความดีมันก็หายไป มันก็เหลือแต่ความเลว มันหลั่งไหลมานอกหน้า นี่ถ้าเราสงสารตัวเราเอง เราก็จงอย่าโกรธ

ดูตัวอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้าต่อหน้าธารกำนัล องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ก็ทรงเฉย พราหมณ์ชี้หน้าบอกว่า “พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว” พระพุทธเจ้าทรงถามว่า “แพ้ตรงไหน” พราหมณ์จึงตอบว่า “ฉันด่าแก แกไม่ด่าตอบข้า ก็แพ้ข้า”

สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า “พราหมณะ ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตคิดว่าถ้าใครเขาด่าตถาคต ถ้าตถาคตไปด่าตอบคนนั้น แสดงว่าตถาคตน่ะเลวกว่าคนนั้น” เป็นอันว่าพราหมณ์มีปัญญารู้สึกตัว คิดว่าตัวผิดไปเสียแล้ว จึงนั่งกระหย่งถวายนมัสการองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว แล้วกล่าวว่า

“ภาษิตที่ท่านตรัสวันนี้ เป็นของดีมาก ประเสริฐมาก คล้ายกับหงายหม้อที่กำลังคว่ำอยู่ ให้ปากชูขึ้นรับน้ำฝน” แล้วจึงได้น้อมจิตใจของตนขอบวชในพุทธศาสนา เพราะอาศัยที่รู้ตัวว่าชั่วของพราหมณ์ ไม่ช้าพราหมณ์ก็ได้สำเร็จอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลเบื้องสูงในพระพุทธศาสนา

นี่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เราควรจะศึกษากัน จงคิดว่าคนที่มีความโกรธ คือคนบ้า บ้าในชีวิต บ้าในฐานะ เมาในศักดิ์ศรี ซึ่งมันไม่เป็นของดี ไม่เป็นของจริง สิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกขัง ถ้าเราเมามันก็เป็นทุกข์ มันเป็นอนัตตา ในที่สุดเราก็ตาย

บุคคลใดชนะความโกรธ ชื่อว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก แต่ความโกรธที่เราจะชนะได้ยากนี้ ต้องอาศัยพรหมวิหาร ๔ ประจำใจ หรือว่าทรงฌานในกสิณ ๔ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจึงจะเป็นผู้ชนะ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นินทา ปสังสา” นินทาและสรรเสริญเป็นธรรมดาของโลก เขาสรรเสริญว่าเราดี ถ้าเราเลว มันก็ไม่ดีไปตามคำที่เขาพูด, เขานินทาว่าเราเลว ถ้าเราดี เราก็ไม่เลวไปตามคำเขาพูด

ขอขอบคุณที่มาจาก : news.kapook.com

ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here