บุคคล 7 ระดับ ตามหลักพระพุทธศาสนา

0
47
Loading...

บุคคล 7 ระดับ ตามหลักพระพุทธศาสนา แม้ชีวิตนี้เกิดมาด้วยอัตภาพของความเป็นปุถุชน แต่เราทุกคนก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาจิตใจของตนเองได้ หากมีความอดทนและตั้งใจจริง!!!

1.อันธปุถุชน

หมายถึง บุคคลที่ยังเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นอยู่ตามเหตุปัจจัย ยังไม่สามารถอยู่ในศีลห้าได้ จิตใจยังมีความคิดอกุศล คิดดีบ้าง คิดชั่วบ้าง มีความขุ่นเคือง มีความอิจฉาริษยามากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

2.กัลยาณชน

หมายถึง บุคคลที่เว้นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทางกายและวาจาได้แล้ว คือผู้ที่ถือศีลห้าได้เป็นปกติแล้ว แต่ยังต้องสำรวมตนอยู่เสมอ เพราะถ้ามีเหตุปัจจัยรุมเร้าหนักๆ ก็อาจจะทำผิดศีลได้อีก จิตใจยังมีความคิดอกุศลอยู่ แต่มีความรู้สึกตัวเร็ว ไม่ปล่อยให้ความคิดอกุศลอยู่เหนือตนเองมากเกินไป

3.พระโพธิสัตว์

หมายถึง บุคคลที่เว้นจากการเบียนเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา คือบุคคลผู้ถือศีลห้าได้เป็นปกติ มีจิตคิดถึงผู้อื่นมากกว่าคิดถึงตนเอง มีความเสียสละ และความอดทนสูงเกินคนปกติ แม้จิตใจยังมีความคิดที่เป็นอกุศลอยู่บ้าง แต่ความอกุศลนั้น ไม่ลุกลามถึงขั้นทำร้ายผู้อื่นได้

4.พระโสดาบัน

หมายถึง บุคคลที่เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา เป็นบุคคลที่ถือศีลห้าได้เป็นปกติ ไม่มีวันคิดทำผิดศีลธรรมอีกต่อไป เป็นผู้มีจิตใจสงบนิ่งตามสมควร มีความเข้าใจตรงตามความจริงว่า กายใจนี้ไม่ใช่ของเรา แต่ยังตัดไม่ขาด มีความเห็นเกี่ยวกับชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริง(สัมมาทิฏฐิ) มั่นคงในคุณธรรมชนิดยอมตายดีกว่ายอมทำชั่ว จิตใจยังมีความเศร้าหมองอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถพัฒนาถึงขั้นคิดริษยาใครได้

5.พระสกทาคามี

หมายถึง บุคคลที่เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา เป็นบุคคลที่ถือศีลห้าได้เป็นปกติ ไม่มีวันคิดทำผิดศีลอีกต่อไป เป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิมั่นคง มีความเข้าใจตรงตามความจริงว่า กายนี้ใจนี้ไม่ใช่ของเรา แต่ยังตัดไม่ขาด มีความเห็นเกี่ยวกับโลกตรงตามความเป็นจริง(สัมมาทิฏฐิ) จิตใจยังมีความเศร้าหมองอยู่เล็กน้อย ยังมีความติดใจในรูป รส กลิ่น เสียงอยู่เล็กน้อย แต่ไม่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นเกิดความโลภ

6.พระอนาคามี

หมายถึง บุคคลที่เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่นทางกายและวาจา เป็นบุคคลที่ถือศีลห้าได้เป็นปกติ ไม่มีวันคิดทำผิดศีลอีกต่อไป เป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิตั้งมั่น มีความเป็นกลางของอารมณ์ค่อนข้างสูง(อุเบกขา) มีความเห็นเกี่ยวกับโลกตรงตามความเป็นจริง(สัมมาทิฏฐิ) มีสติมั่นคงเป็นมหาสติทำให้รู้ทันความโกรธ จนเป็นผู้ไร้ความโกรธ ไม่อยู่ในอำนาจของลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จิตแทบไม่หลงเหลือความขุ่นเคืองอยู่เลย แต่ยังมีความต้องการความเบิกบาน ยังพอใจในสมาธิ และยังรู้สึกถึงความมีตัวตนของตนเองอยู่

7.พระอรหันต์

หมายถึง บุคคลผู้รู้แจ้งในความจริงว่า ความเป็นตัวตนคือสิ่งสมมุติ เป็นผู้ทำลายอัตตาและกิเลสของตนเองแล้ว เป็นผู้ไม่เหลือความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว

***หนทางแห่งการพัฒนาตนเอง***

1.หมั่นกระทำพรหมวิหารสี่อยู่เสมอ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

2.หมั่นพิจารณาในความดี และประโยชน์ของศีล และวางตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัด โดยมีมุมมองต่อศีลว่า ศีลคือความท้าทายในการใช้ชีวิตให้มีความดีงาม มิใช่กฏข้อห้ามที่ทำตามๆ กันไปอย่างไร้ปัญญา

3.หมั่นคิดตรึกตรองว่า ชีวิตคือความไม่แน่นอน ทุกสิ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป

4.หมั่นทำสมาธิให้มากพอ

5.หมั่นทำวิปัสสนาให้มากพอ

ขอขอบคุณที่มาจาก : Talktopasin2013

ภาพจาก : อินเทอร์เน็ต

คิดเห็นยังไงกับเรื่องนีี้

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here